24 มี.ค. 19, 04:54 AM » ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน


My Community




แสดงกระทู้

This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.


Topics - guupost

หน้า: [1] 2 3
1


สำหรับสาว ๆ สายบิวตี้ ที่ใส่ใจในการดูแลตัวเองเป็นอย่างมาก ใช้ครีมเพื่อการดูแลและบำรุงผิวอย่างสม่ำเสมอ ตั้งแต่ตื่นนอน ไปจนถึงก่อนเข้านอน ซึ่งก็กลายเป็นกิจวัตรประจำวันที่จะขาดไม่ได้ แต่ทุกคน เคยงงกันหรือไม่ว่า ครีมที่เราทาที่เราให้กันอยู่ทุกวันอย่าง day cream กับ night cream นั้นมีความแตกต่างกันอย่างไร และทั้ง 2 ชนิดสามารถใช้แทนกันได้หรือเปล่า ในวันนี้เรามีคำตอบมาให้ทุกท่านที่สงสัยกันอยู่ค่ะ
เริ่มจาก Day Cream กันก่อนเลยค่ะ ซึ่งชื่อของมันก็บอกกันอยู่แล้วว่า มันเป็นครีมบำรุงผิวสำหรับใช้ทาในเวลากลางวันซึ่งใน Day Cream นั้นจึงมักมีส่วนผสมของสารกันแดด เพื่อปกป้องผิวหน้าของคุณ จากแสงแดดระหว่างวัน เชื่ออย่างยิ่งว่าหลาย ๆ คนก็คงจะทราบกันดีอยู่แล้วว่า แสงแดด นั้นคือตัวการสำคัญที่ทำร้ายผิวของเรา เพราะฉะนั้นใน Day Cream นอกจากจะมีสารบำรุงผิวแล้ว ก็ยังมีส่วนประกอบของสารกันแดด เพื่อช่วยป้องกันผิวของคุณจากรังสี UV และยังมีอีกหลายท่านที่ยังมีความเข้าใจแบบผิด ๆ ว่า ทำงานในตึก ในห้องที่มีเครื่องปรับอากาศ ไม่ได้ทำงานกลางแจ้ง จึงไม่มีความจำเป็นต้องใช้ครีมที่มีความสามารถในการคุ้มกันแสง UV บอกไว้ตรงนี้เลยว่าแสงจากไฟนีออน ก็มีรังสี UV ชนิดเดียวกับในแสงแดด ถึงแม้ว่าระดับความรุนแรงของ UV จากแสงนีออนจะไม่มากเท่า UV โดยตรงจากดวงอาทิตย์ก็ตาม แต่ก็สามารถส่งผลเสียต่อผิวพรรณของท่าน ได้ในระยะยาวเช่นกัน ดังนั้น ไม่ว่ากิจวัตรประจำวันของคุณ ๆจะอยู่ที่ใดก็ตาม ก็คงหลีกเลี่ยงรังสี UV ไม่พ้น ทั้งทางตรงและทางอ้อม คำตอบที่ดีที่สุดคือให้ Day Cream ป้องกันอันตรายจากรังสี UV ไปพร้อมๆ กับการดูแล และบำรุงผิวพรรณของคุณจะเป็นการดีที่สุด
ส่วนของ night cream ครีมกลางคืน เป็นครีมบำรุงผิวยามค่ำคืน จึงไม่มีส่วนผสมสารกันแดด ส่วนมากจะเน้นไปที่การบำรุงและฟื้นฟูผิวในตอนกลางคืน ป้องกันริ้วรอยจากความแห้งกร้าน  ควบคู่ไปกับการกักเก็บน้ำใต้ผิวเพื่อคงความเนียนนุ่มชุ่มชื่นของผิวหน้าเอาไว้ ครีมกลางคืน จึงมีการเติมสารที่ให้ความชุ่มชื่นแก่ผิวมากเป็นพิเศษ จะสังเกตุได้ว่า เนื้อสัมผัสของครีมกลางคืน จะมีความเข้มข้น และมีความข้นมากกว่า Day Cream
ด้วยคุณสมบัติของครีมทั้ง 2 ชนิดที่กล่าวมา ก็คงจะเป็นคำตอบให้ทุก ๆ ท่านได้ทราบถึงข้อแตกต่างของครีมทั้ง 2 ชนิด และเลือกใช้ครีมได้อย่างเหมาะกับสภาพผิว เพื่อให้ผิวของคุณ ๆได้รับการปกป้องและดูแลอย่างเหมาะสม และถูกวิธีที่สุด
สั่งซื้อสินค้าหรือดูสินค้าอื่น ๆ เพิ่มเติมได้ที่ลิงก์นะคะ
https://www.lancome.co.th/th/blanc-expert-nuit-firmness-restoring-whitening-night-cream-lc-f5568700.htmll
https://www.lancome.co.th

2


cleansing water คืออะไร?
cleansing water คือตัวช่วยที่ใช้สำหรับเช็ดทำความสะอาด สิ่งสกปรกจากเครื่องสำอาง ฝุ่นละออง ที่เกาะอยู่บนผิวหน้าของเรา ซึ่งส่วนประกอบหลัก ๆ ของ cleansing water ก็คือน้ำ และสารชำระล้าง (surfactant) ในแต่ละแบรนด์ก็อาจจะใส่ สารสกัด และวิตามิน สารให้ความชุ่มชื้นต่าง ๆ เพื่อให้มีคุณสมบัติที่โดดเด่นแตกต่างกันออกไป เช่น คลีนซิ่งผิวแพ้ง่าย เป็นสูตรที่อ่อนโยนเหมาะกับผิวที่แพ้ง่าย แต่รวม  ๆ แล้วต้องทำออกมาให้เหมาะกับสภาพผิวที่แตกต่าง

มาทำความรู้จักกันสักหน่อยว่า Surfactant คืออะไร?
Surfactant นั่นก็คือสารชำระล้างที่มีหน้าที่ในการทำความสะอาดสิ่งสกปรก คราบมัน ต่าง ๆ ที่ติดอยู่บนใบหน้าของเรา Surfactant นั้นมีอยู่ใน สบู่ก้อน สบู่เหลว โฟมล้างหน้า  ยาสระผม  หรือแม้แต่น้ำยาล้างจาน ผงซักฟอก ก็มีสารชำระล้างที่ชื่อว่า Surfactant อยู่ด้วยค่ะ แต่ไม่ต้องตกอกตกใจไปนะครับ เพราะว่าเจ้า Surfactant นั้นก็มีอยู่หลายประเภทจัดแบ่งตามความสามารถในการขจัดคราบ อย่างเช่นการขจัดสิ่งสกปรกบนใบหน้าก็ไม่ต้องถึงขนาดที่เช็ดแล้วดังเอี๊ยด ๆ เหมือนกับการเช็คจาน สำหรับการทำความสะอาดผิวหน้านั้น ต้องใช้สาร Surfactant ที่เป็นสูตรอ่อนโยน เหมาะกับผิวหน้า

อันนี้เป็นคำถามที่ถามกันเยอะมาก ๆ เลยวถ้าล้างเครื่องสำอางด้วย cleansing water  เสร็จแล้ว หลังจากนั้นจะต้องล้างด้วยน้ำน้ำเปล่าอีกครั้งมั๊ย?
ถึงแม้ว่าส่วนประกอบหลักของ cleansing water จะเป็นน้ำ แต่ก็ไม่ใช่น้ำเปล่า ๆ อย่าลืมว่าใน cleansing water นั้นมีสารชำระล้างที่ชื่อว่า Surfactant อยู่ในส่วนผสมด้วย แม้จะเลือกเป็นชนิดอ่อนโยน เป็นคลีนซิ่งผิวแพ้ง่าย แล้วก็ตาม นั่นก็อาจก่อให้เกิดความระคายเคืองกับผิวหน้าของเราได้ ฉะนั้นแนะนำอย่างนี้ว่าหลังจากการใช้ คลีนซิ่งผิวแพ้ง่าย แล้วให้ล้างออกด้วยน้ำสะอาดในขั้นตอนสุดท้าย

สิ่งสำคัญที่สาว ๆ สายบิวตี้นั้นจะลืมไม่ได้อย่างเด็ดขาด
ควรใช้ cleansing water  คู่กับสำลีที่มีเนื้อนุ่ม เพื่อไม่ก่อให้เกิดการระคายเคืองผิว
เลือกความหนาของสำลีให้พอเหมาะ ไม่หนาจนเกินไป เพราะจำทำให้เปลือง cleansing water  หากใช้สำลีที่บางเกินไปก็จะทำให้เราต้องออกแรกดที่ใบหน้ามากเกินไป และทำให้การดูดซับเครื่องสำอางทำได้ไม่ดีพอ
ไม่ต้องออกแรงถู กด เช็ดอย่างรุนแรง เพียงแค่ซับเช็ดเบา ๆ คราบ make up ก็หลุดออกมา
เพื่อการทำความสะอาดได้อย่างทั่วถึง ควรเช็ดเข้าไปถึงไรผม และ ช่วงลำคอ
เลือกใช้สูตร คลีนซิ่งผิวแพ้ง่าย จะทำให้ผิวไม่แห้งตึงหลังเช็ดเครื่องสำอาง

เมื่อเราได้รู้จักกับ cleansing water มากขึ้น รู้ว่าทำงานอย่างไร ที่นี่ก็มาถึงการเลือกซื้อว่าควรเลือกซื้อ cleansing water แบรนด์ไหนดี เรามี cleansing water ที่เราใช้อยู่เป็นประจำ อยากจะแนะนำให้เพื่อน ๆ ได้ลองใช้ กดเข้าไปดูได้ที่ลิงก์ด้านล่างนะคะ
https://www.lancome.co.th/th/bi-facil-visage-lc-l6279500.html
https://www.lancome.co.th

3


สำหรับคนที่โปรดปรานน้ำหอมเป็นชีวิตจิตใจอย่างเราเมื่อไหร่ที่เดินผ่านเคาน์เตอร์น้ำหอม เป็นต้องแวะเวียนเข้าไปดู และสูดกลิ่มหอม ๆ ของน้ำหอมกลิ่นใหม่ ๆ อยู่ประจำ และก็เป็นปกติที่จะต้องได้น้ำหอมติดไม้ติดมือกลับมาบ้านด้วยแทบจะทุกครั้ง และก็เป็นปกติอีกเช่นกันที่จะโดนคุณแฟนดุเสมอว่าซื้อจนไม่มีที่จะเก็บจะวางแล้ว(.....แฮร่.....) จะให้ทำงัย ก็คนมันชอบนี่น่า และก็เชื่อว่าสาว ๆ แทบจะ100% เลยก็ว่าได้ คงจะชื่นชอบน้ำหอมเช่นกัน

เข้าเรื่องเลยดีกว่า วันนี้มีเวลาว่างมากถึงมากที่สุด ก็เลยอยากจะทำตัวให้เป็นประโยชน์กับเพื่อน ๆบ้าง ด้วยการสถาปนาตัวเองเป็นกูรูด้านน้ำหอมเพื่อที่จะมาแนะนำให้เพื่อน ๆ ที่ชอบในกลิ่นของน้ำหอมเช่นกัน แต่ยังไม่ทราบว่าน้ำหอมมีกี่ชนิด และควรใช้น้ำหอมอย่างไร
น้ำหอมที่วางขายกันอยู่โดยทั่ว ๆ ไปนั้นจะแบ่งตามความเข้มข้นของหัวน้ำหอมเป็นหลัก ซึ่งแบ่งออกมาได้ 3 ระดับ คือ
EAU DE PARFUM (โอเดอเพอร์ฟูม) เป็นน้ำหอมที่มีส่วนผสมของน้ำมันหอมในปริมาณ 15-18 % ซึ่งจะมีกลิ่นติดทนนานราว 10-12 ชั่วโมง
EAU DE TOILETTE (โอเดอทอยเล็ตต์) เป็นน้ำหอมที่มีส่วนผสมของน้ำมันหอมในปริมาณ 4-8 % ซึ่งจะมีกลิ่นติดอยู่ได้นานประมาณ 6-8 ชั่วโมง
EAU DE COlONGE (โอเดอโคโลญจน์) เป็นน้ำหอมที่มีส่วนผสมของน้ำมันหอมในปริมาณ 3-5 % ซึ่งจะมีกลิ่นติดอยู่ได้นานราว 4-5 ชั่วโมง
ส่วนตัวแล้วเราชอบ EAU DE PARFUM มากที่สุด เนื่องมาจากติดทนนานที่สุด แม้ว่าราคาก็จะสูงกว่าน้ำหอมแบบอื่น ๆ อยู่พอสมควรเลยทีเดียว แต่ถ้าเราใช้ให้เป็น ก็สามารถประหยัดได้ ไม่ต้องถามนะว่าทำอย่างไร รบกวนอ่านต่อเลยจ้า
จากที่เคยได้ยินมา(จากไหนไม่รู้จำไม่ได้ ไม่ต้องถามกันเข้ามานะคะ) 8 จุดชีพจรที่ควรฉีดน้ำหอมได้แก่ ซอกคอ 2 ข้อมือ 2 ข้อพับแขน 2 และข้อพับขา 2 เนื่องจากว่าจุดดังกล่าวมีความร้อน จะทำให้น้ำหอมส่งกลิ่นได้ดีทำให้ประหยัด มีหลายคนเข้าใจว่าต้องฉีดให้ครบทั้ง 8 จุด ไม่ใช่นะคะ ฉีดแค่จุดใดจุดหนึ่งหรือ 2 จุดก็พอ หรือถ้าใครไม่ต้องประหยัด อยากฉีดให้ครบทั้ง 8 จุด ก็ไม่ว่ากันค่ะ
ทีนี้มาถึงเรื่องของการเก็บรักษาน้ำหอมกันบ้าง บางท่านซื้อ EAU DE PARFUM มาใช้ แต่เสียดายกลัวหมดเร็ว ไม่อยากใช้เยอะ บอกเลยว่าซื้อมาแล้วก็ต้องใช้ให้หมดตามระยะเวลาด้วยนะคะ เนื่องมาจากน้ำหอมแต่ละประเภทมีอายุการใช้งาน เก็บไว้นานเกิน กลิ่นเปลี่ยน สีเปลี่ยนนะจะบอกให้ อายุคร่าว ๆ ก็ตามนี้นะคะ
EAU DE PARFUM  เปิดใช้แล้วอยู่ได้ 1 ปี ถ้ายังไม่เปิดเก็บได้ราว ๆ 3-4 ปี
ส่วน EAU DE TOILETTE และ EAU DE COlONGE เปิดใช้แล้วอยู่ได้ 1-2 ปี ถ้ายังไม่เปิดเก็บได้นาน 2-3 ปี
หวังว่าเพื่อน ๆ คงจะได้ความรู้ในการเลือกซื้อและใช้น้ำหอมกันไปพอสมควรเลย ทิ้งท้ายไว้สักนิดว่าหากใครกำลังมองหา EAU DE PARFUM กลิ่นหอม ๆ ติดทนนาน ลองแวะเข้าไปที่เว็บไซต์ด้านล่างที่เราแปะลิงก์ไว้ได้เลยนะคะ
https://www.lancome.co.th/th/fragrance/women-s-perfumes/miracle.html
https://www.lancome.co.th

4


หากว่าท่านเข้านอนในโดยไม่ได้ใช้ครีมบำรุงผิวหน้ากลางคืน (Night Cream) หรือ ครีมบำรุงหน้ากลางคืนแล้วละก็ เราคงต้องบอกว่าคุณได้ตัดสินใจผิดพลาดอย่างมากในการดูแลรักษาผิวหน้า เนื่องด้วยครีมบำรุงหน้ากลางคืนนั้น  มีประโยชน์สำหรับผิวของคุณเป็นอย่างมาก  โดยเฉพาะสาว ๆ สายบิวตี้มือใหม่หลาย ๆ คนที่มักจะเพิกเฉยกับการดูแลผิวหน้าในยามค่ำคืนยิ่งควรต้องรู้เอาไว้  ว่าครีมบำรุงผิวหน้ากลางคืนนั้นมีคุณประโยชน์และมีความจำเป็นกับเราแค่ไหน
ครีมบำรุงหน้ากลางคืน มีหน้าที่ทำอะไรบ้าง
-   ช่วยให้ความชุ่มชื้นกับผิวหน้าได้ตลอดทั้งคืน
-   ช่วยทำให้ริ้วรอยต่างๆ บนหน้าของคุณลดลง
-   บรรเทาอาการผิวปกติ  ของผิวหน้า
-   ป้องกันผิวไม่ให้ผิวหน้าหย่อนคล้อย
-   ช่วยคืนความยืดหยุ่นให้กับผิวหน้า
-   ช่วยให้ผิวของคุณนุ่ม เปลั่งปลั่ง ดูเรียบเนียนและมีความละเอียดมากยิ่งขึ้น
-   ช่วยเพิ่มคอลลาเจนในผิวของท่านในขณะที่ร่างกายกำลังพักผ่อน
-   ช่วยในการไหลเวียนเลือดที่ดีขึ้น
-   ช่วยในการต่ออายุเซลล์และบำรุงผิวของคุณ

การเลือกครีมบำรุงหน้ากลางคืน ที่เหมาะสมกับผิวของผู้ใช้นั้นจัดว่าเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง สำหรับการเลือกครีมบำรุงผิวหน้ากลางคืนนั้นมีหลักการง่าย ๆ ดังนี้
- เราควรแน่ใจว่า  ครีมบำรุงผิวหน้ากลางคืน ที่เราเลือกใช้นั้นมีลักษณะของเนื้อครีมที่ไม่หนาเกินไป  เนื่องด้วยครีมบำรุงหน้ากลางคืนที่หนาเกินไปอาจจะอุดตันรูขุมขนของเราได้ ทำให้ผิวหายใจได้ลำบาก จะส่งผลเสียกับผิวของเรามากกว่าผลดี
- ควรระวังเรื่องครีมที่ผสมน้ำหอม ทางที่ดีที่สุดควรเลือกครีมบำรุงหน้ากลางคืนที่เป็นแบบ hypoallergenic เพื่อลดความเสี่ยงจากอาการแพ้
แต่ถ้าเพื่อน ๆ ตัดสินใจไม่ถูก ไม่รู้ว่าจะเลือกซื้อครีมบำรุงผิวหน้ากลางคืนแบรนด์ไหนดี ที่ใช้ดี คุ้มค่า คุ้มราคาที่สุด เราขอนำเสนอ ADVANCED G?NIFIQUE SENSITIVE ครีมบำรุงผิวหน้ากลางคืน ตัวล่าสุดจาก lancome ด้วยคุณสมบัติของ ADVANCED G?NIFIQUE SENSITIVE ครีมบำรุงผิวหน้ากลางคืน ที่ช่วยฟื้นบำรุงผิวและกอบกู้ผิวเมื่อต้องเผชิญกับภาวะ ช่วงอ่อนแอของผิว ด้วย New Advanced G?nifique Sensitive เซรั่มครีมบำรุงผิวหน้าตอนกลางคืน เพียงหนึ่งหยดของส่วนผสมเข้มข้นจาก Ferlulic Acid มอบคุณสมบัติที่ผิวคุณต้องการ อาทิเช่น ลดรอยแดงและจุดด่างดำ เผยผิวออร่า ลดริ้วรอย บำรุงผิวจากแสงแดด กักเก็บน้ำให้ผิวชุ่มชื้นยาวนาน

หากว่าคุณ ๆ กำลังอยากได้ครีมบำรุงผิวหน้ากลางคืน  ที่มีคุณภาพสูง ได้ผลลัพธ์ที่ดีและยังปลอดภัยอีกด้วย  เราขอแนะนำให้ลองใช้ ADVANCED G?NIFIQUE SENSITIVE เซรั่มครีมบำรุงผิวหน้ากลางคืน ด้วยนวัตกรรมสองพลังเข้มข้นเพื่อที่สุดแห่งการฟื้นบำรุงผิวล้ำลึกยามค่ำคืน ให้คุณคงผิวสวยและอ่อนเยาว์ตลอดไป สัมผัสผิวสวยอ่อนเยาว์เพียงข้ามคืน  เชิญพิสูจน์ด้วยตัวคุณเองด้วยการกดเข้าไปที่ลิงก์ด้านล่าง ผิวสวยสุขภาพดีรอคุณอยู่
https://www.lancome.co.th/th/advanced-genifique-sensitive.html
https://www.lancome.co.th

5

เรามาทำความรู้จักกับ Moisturizer กันเสียหน่อยว่ามันคืออะไรและมีหน้าที่อย่างไร?
Moisturizer คือ ผลิตภัณฑ์กลุ่มที่ให้ความชุ่มชื้น หน้าที่หลัก ๆ เลยก็คือการเพิ่มปริมาณน้ำให้กับผิวหนัง รวมถึงช่วยลดการระเหยสารให้ความชุ่มชื้นใต้ผิวหนังที่ร่างกายผลิตขึ้นมาเองได้ด้วย เมื่อมีการให้ความชุ่มชื้นกับผิวหนังอย่างเหมาะสม เซลล์ผิวหนังชั้นนอกจะเกิดการซ่อมแซมตัวเอง พร้อมกับปรับสภาพรูขุมขนให้มีขนาดเล็กลง และยังช่วยลดการเกิดสิว ช่วยผิวเนียนนุ่มขึ้น สุขภาพของผิวนั้นขึ้นอยู่กับความชุ่มชื้นของผิว เนื่องจากว่าความชุ่มชื้นของผิวจะช่วยเติมช่องว่างของเซลล์ผิว ช่วยกระตุ้นให้กลไกลการทำงานของเซลล์ผิวตามธรรมชาติทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ช่วยเพิ่มอัตราการผลัดเซลล์ผิวที่ตายแล้ว และช่วยเร่งการผลิตเซลล์ผิวใหม่ที่แข็งแรงกว่า ทำให้คุณ ๆ มีผิวที่สุขภาพดี เนียนสวย กระจ่างใส ดูอ่อนกว่าวัย

 Moisturizer มีกี่ประเภท?
Moisturizer ที่จำหน่ายกันอยู่ในบ้านเรานั้น สามารถแบ่งออกได้เป็น 5 ชนิดด้วยกันซึ่งได้แก่
1. Serum  เป็นครีมที่มีสารพวก Active ingredient ปริมาณมาก สามารถซึมซาบเข้าสู่ผิวได้ค่อนข้างดี
2. Gel  เป็นผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของน้ำและ Active ingredient โดยไม่มีส่วนผสมของน้ำมัน ซึ่งเหมาะกับคุณ ๆที่มีผิวมัน
3. Cream  เป็นผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของน้ำมันมากกว่าน้ำและ Active ingredient แต่ยังสามารถให้ความชุ่มชื้น เนื่องจากส่วนผสมน้ำมันที่มากกว่าจึงเหมาะกับสาว ๆที่มีผิวแห้ง
4. Lotion เป็นผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของน้ำมากกว่าน้ำมัน รวม Active ingredient ทำให้การดูดซึมเข้าผิวได้ดีมาก เหมาะกับผิวธรรมดาและผิวมัน
5. Oil  เป็นผลิตภัณฑ์ที่มีแต่น้ำมันล้วนๆ ซึ่งไม่ได้รับความนิยมเท่าไหร่
เป็นอย่างไรกันบ้างค่ะ กับข้อมูลที่เราสรรหามาฝากกัน ต่อจากนี้เพื่อน ๆ ก็สามารถเลือกซื้อ Moisturizer ที่เหมาะกับสภาพผิวของตัวเองได้อย่างถูกต้อง ซึ่งแน่นอนว่าเมื่อเราเลือกใช้ Moisturizer ได้เหมาะสมกับสภาพผิวของเรา ก็ย่อมส่งผลดีต่อผิวของเรา ให้เป็นผิวที่สุขภาพดี แข็งแรง ดูอ่อนกว่าวัย ผิวสุขภาพดีไม่ได้เกิดขึ้นได้ภายในเวลาอันรวดเร็ว ที่สำคัญหาซื้อไม่ได้ด้วยนะคะ หากอยากได้ต้องทำเอาเอง ต้องค้นหาข้อมูลของผลิตภัณฑ์แต่ละแบรนด์ แต่ละชนิดเป็นอย่างดี เพื่อเฟ้นหาสิ่งที่ดีที่สุด เหมาะสมกับเราที่สุด เชื่อเหลือเกินว่าถ้าเกิดมาเป็นสายบิวตี้แล้ว เรื่องแค่นี้ไม่ยากเกินไปอย่างแน่นอน ท้ายที่สุดขอฝากเว็บไซต์ขวัญใจสาว ๆ สายบิวตี้กันไว้สักหน่อยนะคะ หากเพื่อน ๆ คนไหนสนใจอยากเลือกซื้อ Moisturizer มอยเจอร์ไรเซอร์ผิวแห้ง เพื่อลดริ้วรอย เพื่อผิวหน้ากระจ่างใส หรือเพื่อแก้ไขปัญหาผิวสารพัด ก็เชิญเข้าไปเลือกซื้อกันได้ที่ลิงก์ที่เราแปะไว้ด้านล่างนะคะ
https://www.lancome.co.th/th/skincare/by-product-category/moisturizers.html
https://www.lancome.co.th

6


สำหรับเพื่อน ๆ ที่มีเหงื่อเยอะ สปอร์ตเกิร์ลที่รักการออกกำลังกายและรักความสวยงาม หรือแม้แต่สาว ๆ ที่ชีวิตมีแต่ดราม่า บ่อน้ำตาตื้น มีเรื่องให้เสียน้ำตากันอยู่บ่อย ๆ คงต้องพบเจอกับปัญหาการใช้งานดินสอเขียนขอบตาอยู่มากทีเดียว เกิดความกังวลใจทุกครั้งเมื่อใช้ กลัวเยิ้มบ้าง กลัวเป็นแพนด้าบ้าง  แนะนำเลยว่าก่อนอ่านรีวิวนี้ ให้เพื่อน ๆเดินไปหยิบดินสอเขียนขอบตาแท่งเก่าของคุณโยนลงถังขยะไปได้เลย รับรองได้เลยว่าเมื่ออ่านตรงนี้จบ จากนั้น ไม่ว่าคุณจะออกกำลังกายหนักหนาสาหัสแค่ไหนก็ตาม หรือดูซีรีย์ดราม่าจนบ่อน้ำตาแตก ก็ไม่มีทางทำให้คุณเป็นหมีแพนด้าอย่างแน่นอน บอกเลยว่าต้องไม่พลาดไอเทมเด็ดที่เราจะมานำเสนอในวันนี้ ซึ่งจะเป็นอื่นใดไปไม่ได้นอกจาก ดินสอเขียนขอบตา หรืออายไลเนอร์ดินสอสุดเริศจาก  lancome นั่นเอง

Le Crayon Kh?l อายไลเนอร์ดินสอที่ช่วยสร้างความคมชัดให้กับดวงตาของท่าน ได้อย่างง่ายดาย สร้างทุกลุคที่คุณต้องการได้ด้วยดินสอเขียนขอบตา Le Crayon Kh?l สร้างความคมชัดให้กับดวงตาของคุณให้ดูกลมโตยิ่งขึ้น Le Crayon Kh?l เป็นอายไลเนอร์ดินสอที่เป็นเนื้อครีมเนียนนุ่มและอ่อนโยน จึงช่วยให้เขียนง่าย แม่นยำและให้สีสันที่คมชัด สร้างลุค Smoky eye ให้คุณได้อย่างง่ายดาย

จุดเด่นของอายไลเนอร์แบบดินสอจากลังโคม Le Crayon Kh?l  คือดินสอมีเนื้อครีมที่เนียนนุ่ม ช่วยให้เขียนขอบตาได้อย่างง่ายดายและแม่นยำ ช่วยให้ดวงตาของคุณแลดูสวยเฉียบคมไร้ที่ติ สามารถเกลี่ยได้ เรียบเนียนง่าย ๆ ไม่จับตัวเป็นก้อนและยังสร้างกรอบและมิติให้ดวงตากลมโตได้อย่างง่ายดายอีกด้วย
หลังจากที่เราได้ทดลองใช้ Le Crayon Kh?l อายไลน์เนอร์แบบดินสอเนื้อครีมไอเทมสุดฮ๊อตจาก  lancome ไปแล้ว ต้องบอกเลยว่าเราเองนั้นพยายามหาข้อเสียอยู่หลายครั้ง แต่ก็ยังหาไม่เจอสักที ด้วยเหตุว่า ดินสอเขียนขอบตา Le Crayon Kh?l  มีสัมผัสเนียนลื่น สีสันคมชัด และเกลี่ยง่ายอย่างเหลือเชื่อ ช่วยให้เราสร้างสรรค์ทุกลุคที่เราต้องการได้อย่างง่ายมาก ๆ  ไม่ทิ้งรอยเปื้อน และช่วยให้ดวงตาสวยได้ตลอด คอนเฟิร์มเลยว่าไม่มีเยิ้ม ไม่มีลบเลือน ใช้แล้วสามารถเดินสวย เลิศ ๆ เชิด ๆ ได้อย่างมั่นอกมั่นใจตลอดวัน สำหรับท่านใดที่ยังลังเลว่าจะใช้ อายไลเนอร์ดินสอ Le Crayon Kh?l ดีมั๊ย(ยืนยันกันขนาดนี้ ไม่ต้องลังเลแล้ว) ก็ลองเข้าไปดูรายละเอียดเพิ่มเติมของ ลองใช้ Le Crayon Kh?l อายไลน์เนอร์ดินสอ กันก่อนได้ที่เว็บไซต์ของ lancome ก่อนก็ได้นะ เผื่อว่าจะได้ตัดสินใจกันได้ง่ายขึ้น หรือคลิกที่ลิงก์ด้านล่างที่เราทำไว้ให้ก็ได้นะคะ วันนี้ขอจบการรีวิวแค่นี้ก่อน อย่าลืมติดตามกันต่อไปเรื่อย ๆ นะคะ
https://www.lancome.co.th/th/le-crayon-khol.html
https://www.lancome.co.th

7


สำหรับสาว ๆ ที่อยากมีดวงตาสวยคมกลมโต จะต้องไม่พลาดการใช้ไอเทมเด็ดที่ชื่อว่าอายไลเนอร์ สำหรับคุณ ๆที่ชื่นชอบการแต่งหน้ามานานก็คงทราบกันดีอยู่แล้วว่า อายไลเนอร์ ที่นิยมใช้กันอยู่ในทุกวันนี้มีกี่ชนิด แต่สำหรับสาว ๆ สายบิวตี้มือใหม่ อาจจะยังไม่ทราบว่า อายไลเนอร์นั้นมีมากมาย หลายชนิด อาทิเช่น อายไลเนอร์ดินสอ อายไลเนอร์แบบพู่กัน เป็นต้น ในวันนี้ก็เลยจะมาอธิบายให้สาว ๆ ทุก ๆ คนได้รู้จักกันว่า อายไลเนอร์แต่ละชนิดมีจุดเด่นแตกต่างกันอย่างไรบ้าง ตามมาเลยค่ะ

อายไลเนอร์แบบพู่กัน
อายไลเนอร์แบบนี้นัยว่าเป็นแบบคลาสสิคเลยก็ว่าได้ เพียงแค่จิ้ม ๆ แล้วเอามาปาดที่ขอบตาก็สวยคมโฉบเฉี่ยวขึ้นมาได้ทันทีทันใด ใช้งานง่าย

อายไลเนอร์ดินสอ
อายไลเนอร์ดินสอนั้นเหมาะสำหรับมือใหม่หรือผู้ที่เริ่มต้นใช้ eye liner ที่ไม่อยากเลอะเทอะในการใช้ eye liner เขียนผิดพลาดก็สามารถแก้ไขได้ง่ายกว่า อายไลเนอร์ประเภทอื่น ใครที่ชอบกรีดตาแบบฟุ้ง ๆ เบา ๆ บอกเลยว่า อายไลเนอร์ดินสอ ตัวนี้ตอบโจทย์ได้ดีที่สุด

อายไลเนอร์แบบลิควิคหรือแบบน้ำ
อายไลเนอร์ชนิดลิควิคหรือแบบปากกา ที่สาวๆ หลาย ๆ คนชื่นชอบ การใช้ต้องมีฝีมือกันหน่อย แต่ไม่ต้องจุ่มให้ยุ่งยาก เพียงแค่เปิดฝาออกมา เขียนดวงตาตามลักษณะที่เราต้องการ ส่วนที่จะแห้งเร็วหรือช้านั้นก็แล้วแต่ยี่ห้อ เลือกใช้กันตามความถนัดและความชอบได้เลย อายไลเนอร์แบบลิควิคนี้ต้องเขียนต้องใช้บ่อยๆ แล้วก็จะชินและถนัดมือ

อายไลเนอร์แบบเนื้อเจล
อายไลเนอร์แบบเนื้อเจล ถือว่าตอบโจทย์สาว ๆ ที่สีสันที่คมเข้ม สีสันชัดเจน การใช้อายไลเนอร์แบบเนื้อเจลนั้นก็จะคล้าย ๆ กับอายไลเนอร์แบบพู่กันแค่จุ่มแล้วก็เอามากรีดที่ตา ด้วยเหตุว่าเนื้อเจลอาจจะต้องรอเวลาให้แห้งหลังจากที่ทาไปสัก 1-2นาทีนะคะ ถ้ายังไม่แห้งอย่าเผลอไปปาดนะ กลายเป็นหลินปิงเลยนะ

อายไลเนอร์แบบมีกลิตเตอร์
อายไลเนอร์แบบมีกลิตเตอร์  เป็นชนิดเดียวกับ อายไลเนอร์ลิควิค เพียงแต่ผสมกลิตเตอร์เข้าไปด้วย เพื่อเพิ่มประกายวิ้งวับให้กับดวงตา ช่วยให้ดูสดใสในยามค่ำคืน เหมาะกับการแต่งหน้าออกงานกลางคืนโดยเฉพาะ

อ่านมาถึงตรงนี้ สาว ๆ หลาย ๆ คนอาจมีคำถามว่าแล้วอายไลเนอร์ชนิดไหนที่จะเหมาะกับเรามากที่สุด แนะนำว่าให้พิจารณาในแง่ของการใช้งานเป็นหลัก ถ้ามือใหม่ ไม่ชอบแบบลำบาก อยากได้ลุคแบบฟุ้ง ๆ ก็ใช้ อายไลเนอร์ดินสอ นี่แหละตอบโจทย์ที่สุด สำหรับทุกท่าน ที่ต้องการอายไลเนอร์ดินสอเนื้อครีมแบบป้องกันน้ำ ติดทนนาน คุณภาพดี เราขออนุญาตนำเสนอ อายไลเนอร์ดินสอ DESSIN DU REGARD
แวะชมสินค้าเพิ่มเติมได้ที่ : https://www.yslbeautyth.com/th/make-up/eyes/eye-liners.html
Yves Saint Laurent Beauté : https://www.yslbeautyth.com

8


ข้อมูลที่เราจะนำเสนอในวันนี้ สำหรับสาวสายบิวตี้น้องใหม่ โดยเฉพาะ หวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะเป็นประโยชน์อย่างมากกับสาว ๆ ที่รักการแต่งหน้า ครั้งนี้เป็นเรื่องของ อายแชโดว์
อายแชโดว์นั้นหากแบ่งตามลักษณะก็จะแบ่งออกได้เป็น 4 ชนิดซึ่งได้แก่ อายแชโดว์เนื้อครีม อายแชโดว์เนื้อฝุ่นอัดแข็ง อายแชโดว์ชนิดน้ำ และชนิดสุดท้ายคืออายแชโดว์ชนิดผงพิกเมนต์ แต่ละชนิดนั้นมีลักษณะเช่นใด เหมาะสมกับการใช้อย่างไร ตามไปดูกันต่อได้เลยค่ะ
1. อายแชโดว์เนื้อครีม หากว่าสาว ๆ นั้นเบื่อกับการใช้อายแชโดว์แบบฝุ่นอัดแข็งแล้ว อยากให้สาว ๆ ลองหันมาใช้อายแชโดว์เนื้อครีมดูก็ได้ ซึ่งในปัจจุบันนี้อายแชโดว์เนื้อครีมนับว่าเป็นไอเทมสุดคูลที่สาวสายบิวตี้นิยมใช้กันอย่างแพร่หลาย เนื้อของอายแชโดว์เนื้อครีมนั้นมีลักษณะเป็นครีมที่ค่อนข้างหนา ช่วยให้สีสันที่ชัดเจนและติดทนนานกว่าอายแชโดว์แบบฝุ่นอัดแข็ง ส่วนวิธีการใช้ eye shadow เนื้อครีมนั้นก็คล้ายๆกับการใช้อายแชโดว์แบบฝุ่นอัดแข็ง ที่สามารถใช้แปรงหรือใช้นิ้วมือของเราแตะแล้วก็ป้ายไปที่เปลือกตาของเราได้เลย
2. อายแชโดว์เนื้อฝุ่นอัดแข็ง เป็น eye shadow ที่ทุก ๆ คน เห็นกันอยู่ทั่ว ๆ ไป เป็น อายแชโดว์ ที่คุณ ๆ นิยมใช้กันมาก เนื่องจากใช้ง่าย เกลี่ยง่าย มีสีให้เลือกเยอะแยะ แต่เนื่องจากว่า eye shadow ชนิดนี้มีลักษณะเป็นฝุ่นเป็นผง จึงติดไม่ทนมากนัก ส่วนการใช้งานนั้นแค่ใช้แปรงหรือนิ้วมือแตะไปที่อายแชโดว์ แล้วป้ายที่เปลือกตาในตำแหน่งที่ต้องการได้เลย
3. อายแชโดว์ชนิดน้ำ อายแชโดว์ชนิดนี้ส่วนมากจะมาในรูปแบบแท่งลักษณะคล้าย ๆ กับลิปกลอส พร้อมกับพู่กัน สีของอายแชโดว์ชนิดน้ำจะผสมชิมเมอร์ มีเนื้อที่ใสทำให้เกลี่ยได้ง่าย และติดทนนาน วิธีการใช้เพียงใช้แปรงป้ายสีไปที่เปลือกตาจากนั้นใช้นิ้วเกลี่ยไล้ให้ดูกลมกลืน
4. อายแชโดว์ชนิดผงพิกเมนต์ เป็นอายแชโดว์ที่ได้รับความนิยมในหมู่สาว ๆ สายบิวตี้น้อยมาก สาเหตุหลัก ที่ไม่ได้รับความนิยมเนื่องจากใช้งานค่อนข้างลำบาก เหมาะกับช่างแต่หน้ามืออาชีพ ส่วนการใช้งานอายแชโดว์ชนิดผงพิกเมนต์นั้น จำเป็นต้องลงอายแชโดว์เบสก่อน เพื่อความติดทนนาน และจะได้ไม่ร่วงใส่ตา
หวังว่าข้อมูลต่าง ๆ เหล่านี้จะเป็นประโยชน์กับทุกคน ที่แวะเข้ามาอ่านกันนะคะ สำหรับท่านใดที่กำลังมองหา อายแชโดว์เนื้อครีม กันอยู่ แต่ยังไม่ได้ตกลงใจว่าจะใช้ของแบรนด์ไหน เราขอนำเสนอ อายแชโดว์เนื้อครีม จาก อีฟส์ แซงต์ โลรองต์ โบเต้ ให้ทุก ๆ ท่านได้ลองไปใช้กันดูนะคะ  FULL MATTE SHADOW  เป็นอายแชโดว์เนื้อแมทท์ที่เปลี่ยนเป็นแป้งเนื้อเบาทันทีที่เซ็ตตัว ปราศจากความหนาหนัก ไม่เป็นคราบแป้ง รวมถึงไม่ลบเลือนเลอะเปื้อนระหว่างวัน
เข้าชมเว็บไซต์ได้ที่
เว็บไซต์ : https://www.yslbeautyth.com/th/make-up/eyes/eye-shadows.html

9


แน่นอนเลยว่านอกจากรองพื้นที่ช่วยปรับหน้าให้เนียนใสขึ้นแล้วนั้น เครื่องสำอางอีกอย่างหนึ่งที่ท่าน นั้นจะขาดไปไม่ได้เลยนั่นก็คือแป้ง ทั้งนี้เพราะแป้งนั้นเป็นตัวช่วยที่สำคัญที่จะทำให้ผิวหน้าของเรานั้นแลดูกระจ่างใสขึ้น และยังสามารถช่วยปกปิดริ้วรอย รอยแผลเป็น ช่วยลบเลือนความหมองคล้ำบนในหน้า ช่วยให้หน้าของเรานั้นดูเรียบเนียนมากยิ่งขึ้นแล้ว อีกทั้งยังมีส่วนช่วยลดความมันบนผิวหน้า ให้สาว ๆ อย่างเรา ๆ ท่าน ๆ นั้นได้สวยเป๊ะ เดินเชิดหน้าได้อย่างมั่นใจตลอดทั้งวัน ปัจจุบัน ผลิตภัณฑ์แป้งนั้นมีให้เราได้เลือกใช้อย่างหลากหลาย เป็นต้นว่า แป้งฝุ่นอัดแข็ง แป้งฝุ่น แป้งแบบเนื้อครีม แป้งผสมรองพื้น แป้งกันยูวี  เมื่อมีให้เลือกใช้มาก ก็ทำให้เรา ๆ ท่าน ๆ ต้องมากลุ้มใจกันอีก ว่าแป้งแบบไหนที่จะกำลังดีกับการแต่งหน้าของเรามากที่สุด ถ้าอย่างนั้น คราวนี้ขอเอามาแจกแจงให้ทุก ๆ คนได้รู้จักกันสัก 2 ชนิด ซึ่งก็คือ แป้งฝุ่นอัดแข็ง และแป้งฝุ่น เรามาดูกันเลยดีกว่าว่าเราแป้งแต่ละชนิดเป็นอย่างไร

แป้งฝุ่นอัดแข็ง Pressed powder
Pressed powder  หรือ แป้งฝุ่นอัดแข็ง  จากแป้งฝุ่นที่ใช้กันทั่ว ๆ ไปนำมาอัดแข็งและบรรจุอยู่ในบรรจุภัณฑ์ที่พกพาสะดวก เพื่อเพิ่มสะดวกต่อการใช้แป้ง เหมาะกับคุณที่ผิวหน้าไม่ต้องการปกปิดมากนัก ด้วยเนื้อแป้งที่มีลักษณะละเอียด เบาเหมือนแป้งฝุ่น ทำให้เมื่อตบ ๆ เติม ๆ แล้วไม่ทำให้ผิวหน้าดูหนา จุดแข็งของแป้งชนิดนี้ก็คือ ทำให้ผิวหน้าดูเรียบขึ้น มีความบางไม่หนักหน้า เหมาะที่จะใช้ในเวลากลางวันเพื่อดูดซับความมันของเครื่องสำอางที่ใช้ แป้งฝุ่นอัดแข็ง (Pressed powder) นี้จะเหมาะกับสาวผิวธรรมดามากกว่าสาวๆ ที่มีผิวมัน เนื่องจากสาว ๆ ที่มีผิวมัน เมื่อใช้แล้วแป้งอาจจะจับตัวกันเป็นก้อนได้

แป้งฝุ่น
แป้งฝุ่นเป็นแป้งที่มีเนื้อบางเบา ละเอียดมาก มักจะถูกใช้ในขั้นตอนสุดท้ายของการแต่งหน้าเพื่อทำให้ผิวหน้าดูเรียบเนียน ไม่มัน ก็เพราะว่าแป้งฝุ่นจะช่วยดูดซับความมันในขั้นตอนสุดท้ายของการแต่งหน้า อีกทั้งยังช่วยทำให้สีสันบนใบหน้าดูเด่นชัดขึ้น และยังช่วยให้เครื่องสำอางติดทนนาน เหมาะกับกับสาวๆที่มีผิวที่แพ้ง่าย เพื่อป้องกันการอุดตันจนทำให้เกิดสิวและผิวอักเสบ

เมื่อได้รู้จักกับแป้งทั้ง 2 ชนิดแล้ว เชื่ออย่างยิ่งว่าทุกคน คงจะเลือกใช้แป้งที่เหมาะกับสภาพผิว ได้ง่ายขึ้นอีกเยอะเลย เพียงแค่ทำตามข้อแนะนำนี้ พร้อมกับเลือกแป้งที่เหมาะกับสภาพผิวของเรามาที่สุด ผิวหน้าของสาวๆ ก็จะไม่ต้องพบเจอกับปัญหาอีกต่อไป สุดท้ายขอนำเสนอแป้งฝุ่นอัดแข็ง แป้งฝุ่น ผลิตภัณฑ์สุดคูลจากแบรนด์ อีฟส์ แซงต์ โลรองต์ โบเต้
ดูสินค้าเพิ่มเติมได้ที่
เว็บไซต์ : https://www.yslbeautyth.com/th/make-up/face/powder.html

10


สวัสดีเพื่อน ๆ ทุกท่านที่ให้ความสนอกสนใจเข้ามาอ่านรีวิวของเราอยู่ตลอด รีวิวนี้นับเป็นครั้งที่เท่าไหร่แล้วก็ไม่รู้(แฮร่.........) แบบว่ารีวิวไปเรื่อยเปื่อยจริง ๆ เลยจำไม่ได้ว่าครั้งนี้เป็นครั้งที่เท่าไหร่ ครั้งที่เท่าไหร่ก็ช่างเหอะ ก็เพราะว่ามันไม่ได้สำคัญอะไร เรามาดูสิ่งที่เราจะนำมารีวิวกันในวันนี้ดีกว่าว่าคืออะไร

ไอเทมเด็ดที่เราจะมารีวิวกันในวันนี้นั้นก็คือ TEINT MIRACLE FOUNDATION รองพื้นบางเบา ที่สุดเท่าที่เคยสัมผัสมา เป็นตัวล่าสุดจาก lancome ที่ทางแบรนด์นั่นเคลมมาว่าให้ความชุ่มชื้นขั้นสุด ให้ผิวผ่องโกลว์ สวยแบบธรรมชาติ เนื้อสัมผัสของรองพื้นที่บางเบาสุด ๆ แต่กลับให้การปกปิดที่เป็นธรรมชาติมากที่สุด จึงทำให้ผิวของคุณโกลว์สวย แลดูสุขภาพดี ดุจผิวธรรมชาติ เป็นผลิตภัณฑ์รองพื้นสูตรฟลูอิดที่พัฒนาขึ้นเพื่อสาว ๆเอเชียโดยเฉพาะ

ที่จริงแล้วเราใช้ รองพื้น TEINT MIRACLE FOUNDATION ตัวนี้หมดไป 2 ขวดแล้ว พูดเลยว่าตอนหาซื้อมาใช้ครั้งแรกนั้นไม่คิดว่า รองพื้นบางเบา จาก lancome ตัวนี้  จะทำได้ดีปานนี้  ตอนนี้ที่มาเขียนรีวิวนี้ นับเป็นขวดที่ 3 ที่เราเลือกซื้อมาใช้ เหตุผลหลัก ๆ เลยที่ประทับใจมาก ก็เพราะเป็นรองพื้นที่ปกปิดได้เนียนสนิทมากโดยที่ไม่ได้รู้สึกหนา หรือรู้สึกหนักหน้าแต่อย่างใด ส่วนตัวแล้วเราใช้เบอร์ BO-02  ซึ่งเป็นโทนที่ใกล้เคียงกับผิวเรามากที่สุด จากรองพื้นมากกว่า 5 ยี่ห้อที่เรามีอยู่ อันเดอร์โทนของรองพื้นมีความเหลืองอยู่ในเม็ดสีที่กำลังพอดี นอกจากสีของรองพื้นที่พอดีกับสีผิวของเราแล้ว รองพื้นตัวนี้ ยังช่วยทำให้ผิวของเรานั้นดูเปล่งปลั่งขึ้นด้วย  ด้วยเนื้อที่บางเบาของรองพื้นสามารถกลืนไปกับผิวเราและเซ็ทตัวได้อย่างรวดเร็ว ทำให้ไม่เหลือความเหนอะหนะอยู่บนผิวหน้าเลยแม้แต่น้อย บอกเลยว่าเหมาะกับสภาพอากาศของบ้านเรามาก ๆ เลยค่ะ ปกติแล้วเราเป็นคนผิวผสม ค่อนข้างไปทางมันนิด ๆ ถ้าอากาศเริ่มร้อน ความเยิ้มจะเริ่มมาจากที่จมูกเป็นอันดับแรกเลย ก่อนจะไหลและย้อยไปที่อื่น ๆ แต่พอได้ใช้ รองพื้นบางเบา จาก lancome ตัวนี้ เอาอยู่หมัดเลย บอกเลยว่าโอเคมาก ๆ เลย แต่ถ้าเพื่อน ๆ คนไหนที่มีผิวหน้ามันมาก แนะนำให้ใช้ รองพื้นบางเบา ตัวนี้คู่กับแป้งควบคุมความมันด้วย จะช่วยได้เยอะเลย เพื่อน ๆ คนไหนที่กำลังมองหา รองพื้นบางเบา ในราคาแบบสบายกระเป๋า เราขอแนะนำ รองพื้น TEINT MIRACLE FOUNDATION ตัวนี้เลย บอกเลยว่าไม่ควรพลาดการเป็นเจ้าของ สามารถเข้าไปสั่งซื้อได้ที่ Website : https://www.lancome.co.th/th/lc-teint-miracle-foundation.html
หรือเข้าไปเลือกซื้อสินค้าอื่น ๆ จาก lancome ได้ที่ https://www.lancome.co.th

11


แป้งแต่งหน้านั้นมีกี่ชนิด และมีความแตกต่างกันเช่นใด เชื่อเป็นอย่างยิ่งว่ามีเพื่อน ๆ หลาย ๆ ท่านคงไม่รู้และต้องการอยากหาคำตอบ บอกเลยว่าเพื่อน ๆ เข้ามาถูกที่แล้ว ในคราวนี้เราจะมาบอกเล่าให้ฟังว่า แป้งแต่งหน้านั้นแบ่งออกเป็นกี่ชนิด และแต่ละชนิดนั้นผลิตขึ้นมาเพื่อการใด เหมาะกับการใช้งานกับเราอย่างไรบ้าง
แป้งสำหรับการแต่งหน้านั้นแบ่งออกเป็น 3 ชนิด ดังนี้
Loosen Powder หรือที่คนทั่วไปนั้นเรียกว่า แป้งฝุ่น หรือางคนอาจจะเรียกแบบยาว ๆ ว่า แป้งแต่งหน้าแบบฝุ่น มีความสามารถในการดูดซับความมันบนใบหน้าของเราได้อย่างยอดเยี่ยม ช่วยทำให้ผิวหน้าดูเนียนอย่างเป็นธรรมชาติ แต่ไม่เหมาะกับการปกปิดริ้วรอยต่าง ๆ หากต้องการใช้เพื่อการปกปิดริ้วรอยตามธรรมชาติได้อย่างมีประสิทธิภาพ เสนอแนะว่าให้ใช้คู่กับรองพื้นแบบครีมบีบีหรือเนื้อฟูลอิดเป็นต้น แต่ด้วยความที่เนื้อของแป้งชนิดนี้เป็นฝุ่น จึงทำให้เนื้อแป้งนั้นติดไม่ทน จึงทำให้สาว ๆ ที่เลือกใช้แป้งฝุ่นนั้นต้องตบแป้งเติมหน้าซับมันกันบ่อยกว่าการใช้แป้งชนิดอื่น สำหรับจุดเด่นของแป้งฝุ่นเลยก็คือ เนื้อที่บางเบาทำให้และดูเป็นธรรมชาติมากกว่าการใช้แป้งชนิดอื่น

Pressed powder แป้งชนิดนี้เหมาะสมกับสาว ๆ ที่มีปัญหาต้องการปกปิดร่องรอยเล็ก ๆ น้อย ๆ ตัวแป้งนั้นมาในรูปแบบตลับอัดแข็ง โดยการนำเอาแป้ง Loose Powder และ Translucent Powder มาเติมสารเพิ่มการยึดเกาะและนำไปอัดจนแข็งใส่ในตลับ ทำให้สะดวกในการพกพาไปใช้ได้ตลอดวัน บางท่านเรียกแป้งชนิดนี้ว่าแป้ง Two Way ช่วยปกปิดจุดด่างดำบนใบหน้าได้เรียบเนียนกว่าการใช้แป้ง Loosen Powder เพียงอย่างเดียว และที่สำคัญคือไม่ต้องทารองพื้นแบบครีมให้ยุ่งยากเสียเวลา

Translucent Powder หลายคนอาจเคยได้ยินชื่อ แป้งฝุ่นใส ซึ่งนั่นก็คือ Translucent Powder นี่แหละ ส่วนคุณสมบัติของแป้งชนิดนี้ก็ตามชื่อเลย คือเน้นเรื่องความนวลเนียนของใบหน้าเท่านั้น แต่ไม่ได้มีความสามารถในการช่วยช่วยปกปิดริ้วรอยและจุดด่าง รอยดำต่าง ๆ ได้เลย Translucent Powder  จึงเหมาะกับสาว ๆ ที่ผิวหน้าปราศจากปัญหาและริ้วรอยต่าง ๆ หรือสำหรับน้อง ๆ วัยทีนเอจที่ต้องการอวดผิวหน้ากระจ่างใสแบบเป็นธรรมชาตินั่นเอง

หวังว่าทุก ๆ ท่านที่อ่านเนื้อหานี้จบ จะมีความเข้าใจและเลือกซื้อเลือกหาแป้งแต่งหน้ามาใช้ได้เหมาะกับตัวเอง เลือกใช้ให้เหมาะกับสภาพผิวและความต้องการของคุณ ๆ สิ่งสำคัญอีกสิ่งก็คือ อย่าลืมเลือกเฉดสีให้เข้ากับสภาพผิวหน้าของเราด้วยนะคะ เพราะจะช่วยให้ผิวหน้าของทุกท่านนั้นสวยอย่างเป็นธรรมชาติ ดูแล้วสบายตา ไม่หนักหน้า สำหรับท่านที่กำลังมองหาแป้งฝุ่นแต่ยังไม่ทราบว่าจะเลือกใช้แบบไหนดี เชิญทุกท่านลองแวะเข้าไปดูที่ลิงก์ด้านล่างกันได้เลยนะคะ
https://www.lancome.co.th/th/make-up/face/loose-powder.html
https://www.lancome.co.th

12


บลัชออน ( Blush on )นับว่าเป็นอีกหนึ่งไอเทมที่สาว ๆ ส่วนมากพกติดตัวติดกระเป๋าเครื่องสำอางอย่างแน่นอน ด้วยเหตุที่ บลัชออน ( Blush on )นั้นเป็นตัวช่วยอย่างดีที่จะช่วยทำให้สาว ๆ ได้ลุคสวย ๆ อย่างง่าย ๆ ช่วยให้พวงแก้มของสาว ๆ นั้นดูสวยและแลดูสุขภาพดีมีสีสันสวยเปร่งปรั่งอย่างเป็นธรรมชาติ แต่สำหรับสาว ๆ มือใหม่ที่เพิ่งเริ่มหัดแต่งหน้าแต่งตากันนั้น อาจจะยังไม่รู้จักมักคุ้นกับไอเทมเด็ดตัวนี้กันสักเท่าไหร่ ในวันนี้เราขอพาเพื่อน ๆ ที่เป็นน้องใหม่ไปทำความรู้จักกับบิวตี้ไอเทมที่มีชื่อว่า บลัชออน ( Blush on )กันอย่างละเอียด

บลัชออน ( Blush on ) นั้นคือเครื่องสำอางที่เอาไว้ปัดบริเวณแก้มที่จะให้เฉดสีออกไปทางสีชมพูหรือแดงระเรื่อ เพื่อให้ผิวหน้าแลดูสุขภาพดี มีชีวิตชีวา ซึ่งแท้จริงแล้วในวงการเครื่องสำอางนั้นจะเรียกเจ้าไอเทมนี้ว่าบลัชเชอร์ Blusher ซึ่งมาจากคำภาษาอังกฤษคำว่า Blush ที่มีความหมายว่า เขินจนหน้าแดง แต่ถ้าตามประสาคนไทยที่นิยมเรียกกันก็คือ บลัชออน นั่นเอง บลัชออน ( Blush on ) นั้นได้จากการนำผงสีมาผสมกับผงแป้งและกรดไขมันจากธรรมชาติ ที่ได้มาจากพืชหรือสัตว์ที่จะช่วยให้เนื้อของบลัชออน ( Blush on ) นั้นมีความเนียนและนุ่ม เพื่อการใช้งานได้อย่างสะดวก

ในปัจจุบัน บลัชออน ( Blush on ) ที่วางขายกันนั้นสามารถแบ่งประเภทใหญ่ ๆ ได้ 3 ประเภท ซึ่งได้แก่
1. บลัชออนชนิดฝุ่น เป็นบลัชออนประเภทที่ตัวเนื้อมีสัมผัสที่แห้ง เหมาะกับสาว ๆ ที่มีผิวหน้ามัน เพราะจะช่วยดักไขมันส่วนเกินบนใบหน้าได้เป็นอย่างดี
2. บลัชออนชนิดครีม ด้วยความที่เนื้อของบลัชออนนั้นเป็นเจลกึ่งเหลว จึงเหมาะอย่างยิ่งกับสาว ๆ ที่มีผิวแห้ง แต่จะให้ดีสาว ๆ ที่ผิวแห้งควรเลือกซื้อบลัชออนสูตรที่มีส่วนผสมสำหรับเพิ่มความชุ่มชื้นให้กับผิวหน้าด้วยจะดีที่สุด
3. บลัชออนชนิดน้ำ เนื้อของบลัชออนในแบบนี้จะเป็นแบบเหลว ฉะนั้นควรใช้หลังจากทารองพื้นเรียบร้อยแล้ว บลัชออนประเภทนี้นั้นเหมาะอย่างยิ่งสำหรับสาว ๆ ที่มีผิวแห้งที่ชื่นชอบลุคผิวโกลว์หรือชอบหน้าฉ่ำ ๆ สไตล์เกาหลี ที่ไม่เน้นการลงแป้งฝุ่น แต่ก็มีข้อควรระวังหน่อยเดียวสำหรับการใช้ก็คือต้องเกลี่ยให้ดี เพราะว่าถ้าเกลี่ยไม่ดีจะทำให้ผิวหน้าดูด่างเป็นจ้ำ ๆ หมดสวยกันได้เลยนะ
จบท้ายด้วยการเลือกเฉดสีบลัชออน กันสักนิด
ผิวสีขาว ควรเลือกใช้โทนสีเบา ๆ อย่าง สีชมพูอ่อน สีชมพูพีช พวกเฉด light coral จะทำให้ได้ลุคที่ไม่ดูแดงมากจนเกินไป ใช้แล้วจะได้ผิวสีสวยเป็นธรรมชาติมากที่สุด
ผิวสีแทน ควรเลือกใช้โทนสีชมพูกับส้มเช่นเดียวกับสาวผิวขาว แต่ให้เลือกใช้สีที่เข้มขึ้นอีกหนึ่งเฉด อย่างพวกชมพูบานเย็น อย่างเฉด Mauve เป็นต้น
ผิวสีเข้ม ควรเลือกใช้โทนสีสว่างสดใส เช่นสีแดงเลือดนก สีส้มอิฐ เพื่อช่วยขับผิวของคุณ ๆให้ดูเปล่งประกาย สดใส และแลดูมีสีสันมากยิ่งขึ้น
ถึงตรงนี้แล้วเชื่อว่าน้องใหม่ทั้งหลายที่ได้อ่านมาตั้งแต่ต้น คงจะได้ประโยชน์จากบทความนี้ไม่น้อยเลยทีเดียวและคง สามารถไปเลือกซื้อบลัชออนให้ตรงกับตัวเองได้มากที่สุด
สนใจสินค้าเพิ่มเติม สามารถเข้าไปดูรายละเอียดได้ที่ Website
https://www.lancome.co.th/th/make-up/face/blushes-and-bronzers.html
https://www.lancome.co.th

13


สวัสดีเพื่อน ๆ ทุกคนนะคะ เว้นจากการรีวิวไปนาน เนื่องจากติดภารกิจ ทั้งงานราช งานหลวง รัดตัวซะจนไม่มีเวลามานั่งเขียนรีวิวกันเลย  ในวันนี้กลับมาแล้วร่างกายพร้อม วัตถุดิบพร้อม เชื่อเป็นอย่างยิ่งว่าถ้าวันนี้ใครต่่อใครที่เข้ามาอ่านรีวิวเราจบเป็นอันต้องเสียทรัพย์ไปกับการหาซื้อสินค้าที่เรานำมารีวิวอย่างแน่นอน อยากรู้แล้วล่ะซิว่าในครั้งนี้เราจะมารีวิวผลิตภัณฑ์ตัวไหน

ผลิตภัณฑ์ที่เราจะมาคุยกันในหนนี้ก็คือ ครีมรองพื้น ที่เป็น รองพื้น ติดทนนาน จากแบรนด์สุดหรูหราอย่าง อีฟส์ แซงต์ โลรองต์ โบเต้ กับคำเคลมแรงๆ ที่ว่าปกปิดขั้นสุด เกลี่ยง่าย และคุมมันได้นานถึง 24 ชม. กับ ALL HOURS FOUNDATION SPF 20 หลังจากที่ได้ทดลองใช้มาสักระยะ ไม่ต้องพูดเยอะ เจ็บคอ พูดแค่สั้น ๆ ว่า ของเค้าดีจริง ๆ แต่ถ้าพูดสั้นแค่นี้ก็คงเรียกว่ารีวิวไม่ได้เนอะ งั้นมาเริ่มกันเลยดีกว่า

ทั้งนี้เพราะเป็นครีมรองพื้น จะให้พูดถึงเรื่องอื่นก่อนเรื่องของการปกปิดก็ดูจะแปลก ๆ ไปหน่อยนะ งั้นเริ่มจากเรื่องของการปกปิดก่อนเลย ในเรื่องของการปกปิดนั้นเราให้ คะแนนเต็ม100เลย เจอมาหลายยี่ห้อแล้วคำเคลมแรงแต่พอใช้จริงผิดหวังอย่างมาก แต่ไม่ใช่ ALL HOURS FOUNDATION ที่สามารถ ปกปิด อำพรางรอยแดง รอยดำได้ดีมาก ช่วยปรับให้สีผิวมีความสม่ำเสมอ เป็นรองพื้น ติดทนนาน ที่คุมมันได้ดี ไม่ไหลเยิ้ม ไม่หลุด ได้ลุคแมทท์ และที่หลายท่านมีปัญหามากในการหาซื้อรองพื้นที่ให้เข้ากับสีผิวไม่ได้ซักที ครีมรองพื้น All Hours Foundation จาก Yves Saint Laurent Beauté สามารถแก้ปัญหาจุดนี้ได้อย่างดีเลยเนื่องจากมีให้เลือกมากมายถึง 22 เฉดสี ทำให้สาว ๆ สามารถเลือกสีที่มีความใกล้เคียงกับผิวตัวเองได้มากที่สุด

ถ้าคุณกำลังมองหารองพื้นเจ๋ง ๆ ที่จะช่วยให้ผิวของคุณ ๆ ดูสวยเป๊ะ ครีมรองพื้น YSL All Hours Foundation นั้นเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุดในตลาดตอนนี้เลยค่ะ ด้วยเนื้อรองพื้นที่บางเบา ไม่หนา ไม่หนัก และยังมีความสามารถในการอำพรางจุดบกพร่องต่าง ๆ ได้ดี แต่ยังให้ความเป็นธรรมชาติ เอาเป็นว่าถ้าเพื่อน ๆ อยากได้รองพื้นที่ใช้ได้ในชีวิตจริง ผิวสวยเป๊ะในชีวิตจริง ไม่ใช่ลงรองพื้นแล้วดูเหมือนคนหน้าแน่นไปออกงานทุกวัน YSL All Hours Foundation คือตัวเลือกที่ดีที่สุดเลยค่ะ

ถึงตรงนี้แล้วเชื่ออย่างยิ่งว่าทุกท่านคงจะตัดสินใจเลือกซื้อครีมรองพื้น ติดทนนาน บางเบาแต่ปกปิดได้อย่างเทพ มาใช้ บอกเลยค่ะ ว่าของมันต้องมี มันคุ้มค่ามาก ถ้าตกลงใจได้แล้วก็กดเข้าไปที่ลิงก์ที่เราแปะไว้ด้านล่างได้เลยนะคะ
เยี่ยมชมเว็บไซต์ได้ที่ เว็บไซต์ : https://www.yslbeautyth.com/th/all-hours-foundation.html

14


หนุ่ม ๆ หลายคนมองข้ามเรื่องกลิ่นกาย คงต้องบอกตรงนี้เลยนะคะว่า เรื่องนี้ผู้หญิงซีเรียสนะคะ ไม่ว่าคุณจะมีหน้าตาหล่อเหลาปานเทพบุตร มีหุ่นเท่ห์ หล่อล่ำ ซิกแพคงามแค่ไหนก็ตาม แต่ถ้ามีกลิ่นกาย บอกเลยค่ะว่า ความหล่อก็ช่วยคุณไม่ได้ ฉะนั้นหนุ่ม ๆ ก็ควรดูแลในเรื่องของกลิ่นตัวให้ดีและข้อสำคัญอีกประการก็คือ อย่าลืมเพิ่มความหอมด้วยน้ำหอมผู้ชายให้กับตัวเองกันด้วยนะ เพื่อเป็นการเพิ่มเสน่ห์ น่าค้นหา น่าอยู่ใกล้ ๆ แต่ถ้าหนุ่ม ๆ คนไหนที่ไม่เคยใช้น้ำหอมผู้ชายมาก่อน หรือต้องการใช้แต่ไม่รู้ว่าจะเลือกใช้แบบไหนที่เหมาะกับตัวเอง ตามอ่านกันต่อได้เลยค่ะ เพราะว่าในวันนี้เราจะมาให้ความรู้เกี่ยวกับน้ำหอมผู้ชายอย่างละเอียดกันเลย

เทคนิคการเลือกกลิ่นน้ำหอมผู้ชาย มีวิธีการเลือกง่าย ๆ ดังนี้
- ไม่ควรเลือกซื้อน้ำหอมจากการดมกลิ่นเพียงอย่างเดียว ควรลองฉีดหรือแต้มน้ำหอมกลิ่นที่เราเลือกไว้ที่บริเวณข้อมือสักพัก ก่อนจะตัดสินใจซื้อ เหตุเพราะแต่ละคนจะมีกลิ่นกายเฉพาะตัวที่แตกต่างกัน เมื่อน้ำหอมผสมกับกลิ่นตัวถึงจะได้กลิ่นจริง
- ต้องไม่ทดลองน้ำหอมมากจนเกินไป เนื่องจากว่าประสาทสัมผัสในการรับรู้กลิ่นของเรา จะไม่สามารถจำแนกได้ ทางที่ดีควรทดลองครั้งละ 2-3 กลิ่น
- ไม่ควรไปเลือกซื้อนํ้าหอมในช่วงที่เราเพิ่งจะฟื้นจากอาการเจ็บป่วย ไม่สบาย โดยเฉพาะหนุ่ม ๆ ที่เพิ่งสูบบุหรี่เสร็จใหม่ ๆ ทั้งนี้เพราะกลิ่นของบุหรี่จะมีผลต่อการรับรู้กลิ่นน้ำหอม ทำให้กลิ่นนํ้าหอมที่เราทดลองนั้นมีกลิ่นน้ำหอมที่ผิดเพี้ยนไปจากกลิ่นน้ำหอมที่แท้จริง

กลิ่นน้ำหอมที่คุณผู้ชายต้องเลือกใช้
Floral น้ำหอมกลิ่นโทนนี้ เป็นกลิ่นหอมหวาน เหมาะอย่างยิ่งกับหนุ่ม ๆ ที่มีบุคลิกอ่อนโยน รู้สึกสดชื่นเมื่อใช้ น้ำหอมโทนนี้เป็นน้ำหอมกลุ่มใหญ่ที่นิยมผลิตมากที่สุด
Fresh น้ำหอมกลิ่นโทนนี้ เป็นกลิ่นออกแนวหวานอมเปรี้ยว ให้ความรู้สึกสดชื่น มีชีวิตชีวา และเพิ่มความรู้สึกสดใสให้เราได้ ส่วนผสมก็มักจะเป็นสมุนไพร เฟิร์น มอส ต้นหญ้าสีเขียว และผลไม้
Oriental น้ำหอมกลิ่นโทนนี้ เป็นกลิ่นที่หอมแบบเย้ายวนชวนหลงใหล กลิ่นนี้เหมาะกับผู้ชายเจ้าเสน่ห์ รักในการเที่ยวในยามราตรี ชอบใช้ชีวิตแบบโก้หรู น้ำหอมโทนนี้ส่วนมากสกัดจากเครื่องเทศ
Woody น้ำหอมกลิ่นโทนนี้ เป็นกลิ่นหอมแบบสุขุมนุ่มลึก เท่ห์ๆ แนวอบอุ่นๆ เหมาะสมกับหนุ่ม ๆ ที่ชอบใกล้ชิดธรรมชาติ หลงใหลในท้องทะเล มีความเป็นอิสระ รักการผจญภัยและมีความเป็นนักกีฬาอยู่ในตัวเอง
หวังเป็นอย่างยิ่งว่าบทความนี้จะเป็นประโยชน์กับหนุ่ม ๆ ทั้งหลายที่มองข้ามในเรื่องของกลิ่นกาย และน้ำหอมผู้ชาย พูดเลยว่า ของมันต้องใช้ ของมันต้องมี มันจำเป็นจริง ๆ นะคะ
ดูสินค้าเพิ่มเติมได้ที่
Website : https://www.yslbeautyth.com/th/fragrance/men.html
อีฟส์ แซงต์ โลรองต์ โบเต้ : https://www.yslbeautyth.com

15


ผลิตภัณฑ์เด็ดจาก Yves Saint Laurent Beauté ที่จะมาช่วยเติมเต็มผิวของท่าน ให้ดูสวยสมบูรณ์อย่างไร้ที่ติยิ่งขึ้น ALL HOURS CONCEALER คอนซีลเลอร์ใต้ตา ที่ตอบทุกโจทย์ เกลี่ยลื่น เนียนกลืนเป็นเนื้อเดียวกับผิว ที่สำคัญเลยก็คือติดทนนานสูงสุดถึง 16 ชั่วโมงกันเลยทีเดียว ALL HOURS CONCEALER มาใน packaging ที่เป็นแท่งสีดำกับฝาสีทองที่ดูเรียบง่ายแต่หรูหราและทันสมัย สามารถมองเห็นสีของคอนซีลเลอร์เนื้อฟลูอิดที่อัดแน่นด้วยเม็ดสีได้อย่างชัดเจนผ่านช่องใสที่ทอดยาวตลอดด้านหน้าของแท่ง

ALL HOURS CONCEALER คอนซีลเลอร์ใต้ตา ผลิตภัณฑ์เด็ดจาก Yves Saint Laurent Beauté มีสีมาให้สาว ๆ เลือกใช้ให้เหมาะกับผิวตัวเองมากถึง 6 เฉดสี ตั้งแต่ Porcelain ถึง Almond และ Honey ไปจนถึง Toffee ในทุกเฉดสีอัดแน่นด้วยเม็ดสีเข้มข้น มีความสามารถในการทนต่อเหงื่อและทนกับสภาพอากาศร้อนอย่างบ้านเราได้อย่างดี เกลี่ยง่ายไม่ตกร่องหรือลบเลือนระหว่างวัน และเมื่อทดสอบใช้งานในชีวิตประจำวัน คอนซีลเลอร์ใต้ตา แท่งนี้ ประการแรกที่เห็นได้ชัดเจนเลยคือติดทนนานจริง ๆ ตามที่ทางแบรนด์เคลมไว้ว่าติดทนยาวนานผ่านไป 16 ชั่วโมง คอนซีลเลอร์ที่ลงไว้ก็ยังคงสภาพดูดีเหมือนเพิ่งลงเสร็จใหม่ ๆ ไม่เลือนหาย และไม่มีร่องรอยหรือคราบสะสมที่ร่องของริ้วรอยเลยแม้แต่น้อยประการต่อมาคือเนื้อของ concealer นั้นนุ่มละเอียดให้ความรูปสึกแบบเบาบางมาก ทำให้เกลี่ยง่ายมาก ๆ ไม่รู้สึกมันเยิ้ม เพียงใช้พู่กันแต้ม concealer ลงไปบนตำแหน่งที่เราต้องการปกปิด แม้ทิ้งไว้สักพักก็ยังเกลี่ยได้ง่าย ๆ ลงใต้ตาแล้วไม่ตกร่อง ไม่เป็นคราบ สามารถปกปิดจุดบกพร่องทุกประเภทได้อย่างสนิทและไร้ที่ติ รอยสิว รอยคล้ำใต้ตา รอยแดง หรือจุดด่างดำ บอกเลยว่า ALL HOURS CONCEALER เอาอยู่

ALL HOURS CONCEALER ช่วยให้คุณสวยเลิศพร้อมรับมือทุกสถานการณ์ มีผิวหน้าที่สวยไร้ที่ติ นวลเนียน และได้รับการปกปิดจุดบกพร่องต่าง ๆ ของคุณ ๆ ได้อย่างเนียนสนิทติดทนนาน ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ก็ไม่จำเป็นต้องแต่งเติมในระหว่างวัน ทั้งนี้เพราะผิวหน้าของคุณจะดูสวยสมบูรณ์แบบตลอด หวังว่าบทความนี้จะเป็นประโยชน์สำหรับใครต่อใครที่กำลังตัดสินใจหรือกำลังเล็งคอนซีลเลอร์ใต้ตารุ่นนี้อยู่นะคะ ถ้าไม่สะดวกไปซื้อที่เคาน์เตอร์ YSL ก็สามารถสั่งแบบออนไลน์กันได้นะคะ สะดวกมาก ไม่ต้องเสียเวลาในการเดินทาง และเสียอารมณ์กับการจราจรที่นับวันยิ่งสาหัสมากยิ่งขึ้น เพียงแค่กดเข้าไปที่ลิ้งก์ที่เราวางไว้ให้ที่ด้านล่างของบทความนี้ อย่าลืมติดตามกันต่อไปนะคะ เราจะพยายามสรรหาเนื้อหาที่ดีมีประโยชน์มาให้อ่านกันเรื่อย ๆ เลยค่ะ
สั่งซื้อสินค้าได้ที่ https://www.yslbeautyth.com/th/make-up/face/concealer.html

หน้า: [1] 2 3